ในสังคมปัจจุบันเราจะเห็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างเปิดเผยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้าซีดีเถื่อน หรือการก่ออาชญากรรมอย่างอุกอาดก็ตาม ซึ่งนับวันยิ่งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น สาเหตุหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเป็นตัวกระตุ้นให้คนชั่วลอยนวลและกระทำความผิดอย่างไม่เกรงกลัวนั้น ต้องยอมรับว่า กฎหมายในบ้านเมืองเรานั้นไม่เข้มงวดพอที่จะทำให้ผู้กระทำผิดหลาบจำ เกรงกลัวต่อการกระทำและผลของการกระทำนั้นๆบางครั้งโทษไม่สาสมกับความผิด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สังคมเกิดความเสื่อมโทรมขึ้นทุกวัน อีกทั้งกฎหมายยัง เกรงกลัวต่ออิทธิพลใหญ่ของนักการเมือง หากผู้กระทำผิดเป็นลูกหลานนักการเมืองดังแล้วล่ะก็ ไม่ต้องกลัวเลยที่จะโดนจับเข้าตาราง
การที่จำกัดการกระทำความผิดของเด็กที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ เป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งการนำเด็กเข้าสถานพินิจ อาจเกิดการสำนึกผิด กลับตัวกลับใจ แต่อีกด้านหนึ่งช่วยให้ง่ายต่อการตัดสินใจ ที่คิดจะกระทำความผิด และส่วนใหญ่นั้น มักจะออกมาในรูปแบบหลังเสียมากกว่า คือ เมื่อครบกำหนดโทษที่ถูกจองจำ ออกมาสู่สังคมปัจจุบัน เด็กเหล่านี้ ก็ไม่วายทำผิดซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า สุดท้ายเด็กเหล่านี้จึงหนีไม่ม่พ้นวงจรของ คุก ตาราง
แต่หากมองในมุมกลับกัน การเพิ่มบทลงโทษที่หนักขึ้น การนำเอา สถานพินิจ ออกไปจากสารระบบ แล้วใช้บทลงโทษที่เหมือนกันหมด ไม่เว้นเด็กและผู้ใหญ่ คือการเข้าคุก เรือนจำ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ เข้าใจถึงความผิด และบทลงโทษที่สาสม หลายคนอาจไม่เห็นด้วย อาจคิดว่า เด็กยังไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้ แต่เชื่อ เถอะครับ ในเมื่อการกระทำความผิดจะต้องผ่านกระบวนการคิด ไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่ ฉะนั้นข้ออ้างนี้จึงตกไป

บทลงโทษที่หนักขึ้น ตัวอย่างบทลงโทษของการข่มขืน เช่น การประหารชีวิต หรือ การตัดอวัยวะเพศชาย แม้กระทั้ง การแขวนคอประจาน การตัดศรีษะ วิธีเหล่านี้อาจดูโบราณ และดูรุนแรงไปตามมุมมองความคิดของแต่ละบุคคล บ้างเชื่อว่า ถึงแม้จะเป็นนักโทษ ก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ แต่ภายในสังคมอีกส่วนย่อมเห็นด้วยไม่น้อย หากกฎหมาย บทลงโทษเหล่านี้ จะช่วยให้ตนเอง ครอบครัว คนรอบข้าง อยู่ภายในสังคมได้อย่างรู้สึก ปลอดภัย สบายใจ โดยไม่ต้องคอยพะวงหน้า พะวงหลัง ว่าเหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคนเกี่ยวข้องกับตนเมื่อไร เพราะ ปัญหาเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังจะเห็นจากการรายงานข่าวในปัจจุบัน ปัญหานี้จึงเปรียบเสมือนตามติด ผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งล้วนอาจเกิดได้ทุกคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โปรดอย่ารีรอ หรือคิดซ้ำไปซ้ำมาเลยครับ เพราะหากสายเกินไปแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงรอบข้างกายคุณ
และจะไม่สามารถโทษใครได้อีก ในเมื่อโอกาสที่จากผลักดันเป็นหน้าที่ของพวกท่านที่เกี่ยวข้อง บทลงโทษที่ว่า ไม่มี่ใครรู้ว่าผล จะเป็นอย่างไร แต่ในใจผมแอบคิดว่า ไม่มากก็น้อย ที่จะให้ผู้กระทำผิด เกรงกลัวต่อบทลงโทษเหล่านี้ หากมีวันนั้นขึ้นมา สังคมเราก็สูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากไม่สนใจปัญหาเหล่านี้ สังคมของเราก็จะเน่าลงทุกๆวัน

Like this:
Be the first to like this post.
This entry was posted on ธันวาคม 10, 2009 at 10:18 am and is filed under สังคม . You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed
You can leave a response, or trackback from your own site.
ธันวาคม 10, 2009 ที่ 9:06 pm
เห็นด้วยนะค่ะ
ว่าบางทีกฎหมายที่เข้มแข็งอาจไม่จำเป็นจะต้องใช้วธีการุนแรงแบบนี้
บางครั้งกฎหมายที่รุนแรงอาจทำให้บ้านเมืองสงบแต่ในบางมุมการลงโทดที่เป็นการประจานไม่ให้ใครเอาเยียงอย่างมันก็จะเป็นวิธีที่สุดฉิบ เหมือนกับคนที่ถูกลงโทษไม่ใช่มนุย์ก็ไม่ปราน
ธันวาคม 10, 2009 ที่ 9:26 pm
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง คนเรามีสันดานอยู่ในตัวทุกคนอยู่ที่ว่าจะนำออกมาเสนอหน้าให้ภายนอกรับรู้หรือเปล่า ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีกฎหมายเพื่อควบคุมคนหมู่มากให้อยู่ในกฎระเบียบ หากจะให้เลือกทั้งสองอย่าง ข้อไม่เลือกดีกว่า เพราะแต่ละส่วนก็เหตุผลของมันเอง
ธันวาคม 10, 2009 ที่ 11:46 pm
สำหรับเรา
เราว่าหัวข้อชื่อเรื่องมันไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อเรื่องยังไงไม่รู้อะ
คือก้องใช้ัหัวเรื่องว่า “กฎหมายที่ไม่เข้มแข็งหรือสันดานดิบของมนุษย์”
แต่เนื้อเรื่องก้องกลับเน้นไปที่บทลงโทษ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากการกระทำนั้นๆเกิดขึ้นแร้ว
ถ้าเนื้อเรื่องเป็นแบบนี้เราคิดว่า น่าจะเปี่ยนหัวเรื่องใหม่
อาจจะเป็น “กฎหมายหรือกฎหมู่” หรือไรประมานนี้อ้ะ
แต่รวมๆเราเห็นด้วยนะที่กำหนดบทลงโทษไม่จำกัดอายุอ้ะ
เพราะเราเชื่อว่าคนทุกคนก่อนทำอะไร คงต้องทบทวนหรือคิดก่อนเสมออ้ะ
แต่ผลของความคิดมันจะเป็นเรื่องที่ผิดหรือถูกมันก็เป็นอีกเรื่องนึง
ไม่รู้นะเรื่องแบบนี้ไม่ถนัดไม่กล้าวิจารณ์ไรมาก
แต่ก็เห็นด้วยกับบางส่วน*
ธันวาคม 11, 2009 ที่ 12:24 am
เราว่ากฎหมายควรจะโหดขึ้นก็ดีจริงนะ แต่มันก็ต้องมาพร้อมกับสังคมที่มีระเบียบมากกว่านี้ มาจากจิตสำนึก คิดแบบง่ายๆเลยก็ต้องมาจากครอบครัวก่อนเลย ซึ่งมีผลต่อปัญหาทางสังคมมาก
เคยดูรายการนึงเค้าบอกว่า การมีโทษประหารชีวิต ทำให้คนทำผิดน้อยลงจริงหรือป่าว? เค้าให้เก็บไปคิดดูอ่ะ แล้วลึกๆแล้ว คนเราทำผิดเพราะอะไร?
ธันวาคม 11, 2009 ที่ 2:33 am
ที่บอกว่า “กฎหมายเกรงกลัวต่ออิทธิพลใหญ่ของนักการเมือง” ดิฉันคิดว่าไม่จริงค่ะ กฎหมายไม่ได้เกรงกลัว แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายต่างหากที่เกรงกลัวอิทธิพลของนักการเมืองหรือคนใหญ่คนโต
ส่วนที่บอกว่า “ในเมื่อการกระทำความผิดจะต้องผ่านกระบวนการคิด ไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่” ดิฉันขอคัดค้านอีกเช่นกัน เพราะการกระทำผิดบางอย่างก็ไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดก็มี เช่น เด็กนำปืนของพ่อมาเล่นกับเพื่อนอยู่ดีๆ เกิดทำปืนลั่นไปถูกเพื่อน ด้วยความไม่รู้ของเด็กว่ามันคือปืนจริง ทำให้เพื่อนถึงแก่ความตาย …ใครจะไปรู้ล่ะว่าปืนมันจะลั่น เด็กคงไม่ได้คิดมาก่อนหรอก… อย่างนี้ถือว่าฆ่าคนตายเลยนะ ถ้าใช้บทลงโทษแบบผู้ใหญ่ พอดีกัน เด็กมิต้องถูกประหารชีวิตเลยเหรอ อนาคตจบสิ้น น่าอนาถใจยิ่งนัก
ธันวาคม 11, 2009 ที่ 8:09 pm
กฏหมายแน่นอนว่ามันอาจจะมีช่องโหว่ หรือจุดบกพร่อง
แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่ตัวคนมากกว่า
ต่อให้กฏหมายรุนแรงแค่ไหน แต่จิตสำนึกคนไม่มี ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่มีวันหายไป
เพราะถ้าเราไม่ทำเรื่องเลวร้ายเหล่านั้น และบังคับให้สมองส่วนหน้าทำงานมากกว่าก้านสมอง
สังคมไทย หรือสังคมโลกก็คงจะดีกว่านี้
ธันวาคม 11, 2009 ที่ 10:08 pm
การที่คนเราจะลงโทษว่าคนนู้นผิดคนนี้ผิด ย่อมกระทำได้ในทางกฎหมาย แต่ในทางทฤษฎีความเป็นคนแล้วนั้น ยากที่จะตัดสินว่าใครผิดคนถูก อาจต้องมองไปถึงเบิ้องลึกของจิตใจ เมื่อได้เช่นนั้นแล้วเราอาจพบความจริง อย่างถ่องแท้ ที่ไม่เทียม ดังคำพระพุทธศาสนาที่ว่า “เมื่อมีเกิด ก็ต้องมีดับ”
ธันวาคม 11, 2009 ที่ 10:15 pm
การที่ใช้บทลงโทษที่รุนแรงบางครั้งก็เป็นผลดีกับพวกที่ทำผิดกฎหมายแบบหน้าด้านๆ เช่น ฆ่าข่มขื่นเด็ก รุมโทรม หรือการรุมทำร้ายร่างกายแบบป่าเถือน ดิฉันเห็นว่าบุคคลเหล่านี้สมควรที่จะได้รับบทลงโทษอย่างรุนแรงค่ะ
เพราะการกระทำที่เขาทำกับผู้เคราะห์ร้ายก็ไม่ใช่นิสัยของมนุษญ์ที่ทำกับมนุษย์อยู่แล้ว
ดังนั้นการลงโทดที่โหดร้ายดูจะเข้ากับการกระทำที่ไม่ใช่คนอย่างที่ผ่านๆๆมาเช่นกัน ให้พวกผู้กระทำผิดจะได้รู้สึกถึงความกลัวและความตายที่ได้รับเช่นเดียวกับเหยื่อที่พวกมันทำลงไป
ดังนั้นบทลงโทษที่รุนแรงควรมีไว้สำหรับคนที่มันมีความกระทำที่โหดเหี้ยมแบบไม่ใช่มนุษย์เช่นกัน
ธันวาคม 12, 2009 ที่ 12:44 am
กล่าวถึงมนุษย์คือสัตย์ประเสริฐที่เกิดมาใช้ชีวิตอยู่สองประเภทนั้นคือเพื่อตนเองและเพื่อคนอื่น
เพราะเหตูผลแค่สองอย่างเท่านั้นกฎหมายที่ไม่เข้มแข็งคงไม่ใช่แต่เป็นความเห็นแก่ตนกลัวที่จะเจอกับผลกระทบที่จะตามมาผมจึงคิดว่าทำความผิดส่วนใหญ่มักออกมาจากสันดานของมึงเอง
ธันวาคม 12, 2009 ที่ 1:19 am
การกล่าวถึงกฎหมายจริงอยู่ที่ทุกคนต้องเคารพหรือปฎิบัติตามไม่วาจะเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ทุกคนล้วนหลีกเลี่ยงกฎหมายไม่ได้ กฎหมายมีส่วนที่เรียกได้ว่าดีเลยก็ว่าได้ ทำให้สังคมเราน่าอยู่มากขึ้นร่วมถึงเกิดเหตุการณ์ต่างๆน้อยลงตามกฎหมายที่เข้มแข็งเพราะฉะนั้นหากมีกฎหมายที่เข้มแข๊งก็จะส่งผลดีต่อสังคมนั้นๆหรือประเทศนั้นๆทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่เกิดความขัดแย้งกันทำให้ปัญหาต่างๆลดน้อยลงแต่บางครั้งกฎหมายบางอย่างอาจไม่เป็นที่ยอมรับของทุกคนหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสมอไปก็ว่าได้ กฎหมายที่ไม่เข้มแข็งก็อาจทำให้สังคมหรือประทเศนั้นๆเกิดปัญหาต่างๆมากมายเลยก็ว่าได้ ดังนั้นกฎหมายจึงเป็นตัวแปรสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆอย่างอยากที่จะหยั่งรูได้ทุกสิ่งในตัวกฎหมายเอง
ธันวาคม 12, 2009 ที่ 11:50 pm
กฎหมายมีไว้ให้ผู้คนเคารพและปฏิบัติตามเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
จริงอยู่ว่ากฎหมายไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง แต่สำหรับในบางกรณีที่ก็ควรใช้เพื่อเป็นแบบอย่างให้ไม่เกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรงเกิดขึ้นอีก หรือ กระทำรุนแรงเพื่อให้ผู้กระทำผิดหลาบจำในสิ่งที่กระทำ แต่ทุกสิ่งอย่างก็ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม เพราะได้ยินมาว่าหลายๆประเทศเค้าก็ไม่ยอมรับหรอกนะไอ้กฎหมายที่ใช้ความรุนแรงเป็นที่ตั้งเหนือความถูกต้องอ่ะ
ธันวาคม 13, 2009 ที่ 1:40 am
กฎหมายมันก็คือกฎหมาย
มันไม่มีแข็งหรืออ่อนไป แต่อยู่ที่การบังคับใช้มากกว่า
พอตัดสินโทษประหาร นักวิชาการแม่พระ พ่อพระก็พากันออกมาประนาม
ว่ารุนแรง ไร้ความปราณี โหดร้ายเกินไป ไร้มนุษยธรรม
ขอถามหน่อย แล้วไอ้คนที่ทำผิด มันมีมนุษยธรรมรึไง
บ้านเมืองไม่สงบเพราะคนไม่เคารพกฎหมาย คิดว่าทำไปเดี๋ยวก็ได้ออก
ไปนอนเล่นในคุก ข้าวฟรี ที่อยู่ฟรี ได้ฝึกอาชีพอีกต่างหาก
ถ้าอยากให้คนเคารพกฎหมาย สงสัยต้องเอาพวกนักวิชาการที่ทำตัวเป็นแม่พระ พ่อพระ
ผู้ปราณี จับประหารเหมือนอย่างในภาพให้หมด กฎหมายไทยจะได้น่ากลัวขึ้น
ธันวาคม 13, 2009 ที่ 10:58 am
การที่มีกฏหมายแข็งแรงและมีบทลงโทษทีี่แน่นอน ตายตัวไม่มีข้อยกเว้น เป็นการกระทำที่สมเหตุสมผลดีแล้วเพราะจะได้แสดงให้ผู้ที่จะกระทำความผิดได้เห็นและไม่กล้าที่จะลงมือปฏิบัติ
ผู้ใดทำผิดก็ต้องรับโทษ มันเป็นสัจธรรมของโลก…..อาเมน
ธันวาคม 14, 2009 ที่ 12:27 am
แหม..แต่เรื่องของกฎหมายมันก็พูดยากเน๊อะ
โดยเฉพาะเรื่องการข่มขืน..ผู้กระทำผิดควรได้รับโทษอย่างสาสม
อย่างตัดอวัยวะเพศนี่สมควรมากๆ
เพราะผู้หญิงก็ไม่ลืมเรื่องราวแบบนั้นได้หรอก
เพราะงั้นผู้ชายต้องโดนตัดตอน
อิอิ
ธันวาคม 15, 2009 ที่ 12:12 am
กฎหมายโหดๆสิยิ่งดี !!!
เพราะทุกวันนี้แทบไม่มีใครกลัวกฎหมายแล้ว
ใครจะออกมาต่อต้านก็ช่างเขา เพราะเราชอบเผด็จการ 5555
ธันวาคม 16, 2009 ที่ 1:37 am
ที่จริงแล้วควรจะมองข้อดีของบทลงโทษ เพราะประโยชน์มันคือการ “ปราม” หลายคนอาจจะมองว่ามันเลวร้าย แต่หากคุณต้องการให้ลงโทษใครซักคนหนึ่งขึ้นมา คุณจะเปลี่ยนแนวคิดนั้นไปเลย โทษประหารไม่ได้ถูกตราขึ้นมาเพื่อลดประชากรมนุษย์แต่เป็นการปรามเพื่อให้คงอยู่ซึ่งความเป็นมนุษย์
ธันวาคม 16, 2009 ที่ 8:53 pm
เรื่องบทลงโทษต่อคนที่ทำความผิดควรจะลงโทษให้สาสมก็ดีนะแต่ต้องแล้วแต่กรณีด้วยเพราะบางครั้งเด็กบางคนอาจจะรู้ท่าไม่ถึงการจริงๆ เพราะในปัจจุบันสื่อและเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้ามาก ในบางครั้งอาจนำมาใช้ในทางที่ผิดเกิดการลอกเลียนแบบจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบๆตัว เราจึงเห็นด้วยกับความเห็นของApinya l 何素丽 ควรจะให้โอกาสสำหรับเด็กที่รู้เท่าไม่ถึงการจริงๆ^^
ธันวาคม 17, 2009 ที่ 12:19 am
นี่แหละที่เขาเรียกว่ากฎหมายมีไว้เพื่อใช้ลงโทษผู้ที่กระทำความผิด เราอาจมองว่ากฎหมายในบ้านเมืองเราไม่มีความแข็งแรงพอหรือโทษอันเบาบาง จึงทำให้ไม่ค่อยมีใครกลัวซักเท่าไร ถ้าเกรงกลัวกฎหมายจริง ทุกวันนี้ก็คงจะไม่มีนักโทษมากมายขนาดนี้ พวกนักโทษอาจคิดว่าบทลงโทษแค่นี้เอง จิ๊บๆ อยู่ในคุกไม่นานเดี๊ยวก็โดนปล่อยตัวแล้ว หรือจ่ายค่าปรับเพียงเล็กน้อยก็จบ
ดิฉันเชื่อว่าทุกวันนี้คงจะไม่มีใครเกรงกลัวต่อกฎหมายมากนักเท่าไร
ธันวาคม 22, 2009 ที่ 11:02 pm
เห็นด้วย กับการเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง
โดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่
เพราะในการจะลงมือทำอะไร ก็ต้องมีการคิดไตร่ตรองก่อน
แม้ว่าจะไม่ได้มีการไตร่ตรองที่ดี
แต่เมื่อได้ลงมือกระทำไปแล้ว
ก็ควรที่จะยอมรับผลที่ตามมาเช่นกัน
ธันวาคม 29, 2009 ที่ 12:28 am
คนทำผิดก็สมควรได้รับการลงโทษอยู่แล้วเป็นเรื่องกฎการดำเนินชีวิตของมนุษย์
และกฎทุกกฎก็มีความหนักเบาตามลำดับของผู้ที่คิดทำชั่ว
ถ้าไม่มีการลงโทษเลยแล้วสังคมและโลกใบนี้จะน่าอยู่เหรอ